top of page
ค้นหา

HR ในปี 2030 : 5 เทรนด์สำคัญที่ผู้นำทุกคนต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้

  • 26 มิ.ย.
  • ยาว 2 นาที
From Paperwork Mountains to Day-One Readiness

การบริหารคนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี สิ่งที่เคยเป็นงานด้านเอกสาร การประเมินผลรายปี และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และกลายเป็นแกนหลักของการเติบโตทางธุรกิจ 


บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Gartner, McKinsey, Deloitte, Mercer และ Josh Bersin ต่างมีข้อสรุปที่ตรงกัน: ภายในปี 2030 ฟังก์ชัน HR ที่เราคุ้นเคยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ในแง่ของความสำคัญที่ลดลง แต่เป็นการออกแบบใหม่อย่างรอบด้าน ทั้งในวิธีการทำงาน ความสำคัญ และเครื่องมือที่ใช้


สำหรับ CHRO, HR Director และผู้บริหารระดับสูง คำถามไม่ใช่อีกต่อไปว่า จะต้องทำ HR Digital Transformation หรือเปล่า — แต่คือ จะเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน และทำได้ดีเพียงใด


นี่คือ 5 เทรนด์สำคัญที่กำลังกำหนดทิศทาง HR สู่ปี 2030 เทรนด์สำคัญที่ผู้นำทุกคนต้องเตรียมพร้อม



👉เทรนด์ที่ 1: AI จะทำให้งาน HR กว่าครึ่งเป็นอัตโนมัติ


ภายในปี 2030 งาน HR ประมาณ 50–60% จะถูกดำเนินการโดยระบบอัตโนมัติหรือ AI Agents ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามพนักงาน การจัดตารางงาน การติดตามผลการปฏิบัติงาน การตรวจสอบนโยบาย และการจัดทำรายงาน ขณะที่งาน HR ที่เหลือก็จะได้รับการสนับสนุนจาก AI เกือบทั้งหมด ส่งผลให้ Value Proposition และ Operating Model แบบเดิมของ HR ต้องมีการปรับเปลี่ยนเปลี่ยน

McKinsey ระบุว่า ระบบอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิการทำงานทั่วโลกได้ 0.8–1.4% ต่อปี และ AI จะเปลี่ยนลักษณะงานกว่า 30 ล้านตำแหน่งต่อปี ซึ่งไม่ใช่การแทนที่งาน แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของงาน


สำหรับผู้นำ HR: HR ไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนแปลงการทำงานจากงานธุรการ เพื่อมุ่งสู่บทบาทเชิง  กลยุทธ์มากขึ้น เช่น Workforce Planning การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กร และการสร้าง Employee Experience


อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือ การไม่ปรับตัว Gartner ชี้ว่า การพัฒนา HR Operating Model สามารถเพิ่มผลิตภาพจาก AI ได้สูงถึง 29% องค์กรที่ปรับตัวช้าจะถูก AI ลดบทบาท แทนที่จะได้รับการยกระดับ


สิ่งที่ต้องทำ: เริ่มระบุงาน HR ที่สามารถทำให้เป็นอัตโนมัติได้ตั้งแต่วันนี้ และออกแบบ Operating Model ให้พร้อมสำหรับอนาคต


👉เทรนด์ที่ 2: Agentic HR — AI ที่ลงมือทำ ไม่ใช่แค่ให้คำแนะนำ


ก้าวต่อไปของ HR ไม่ใช่แค่ระบบอัตโนมัติ แต่คือ Agentic HR หรือ AI ที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาและคัดกรองผู้สมัคร การโอนย้ายบุคลากร การเปรียบเทียบค่าตอบแทน การแจ้งเตือนความเสี่ยงด้าน Performance Management และการปรับแผนพัฒนาพนักงานแบบ Real-time


Josh Bersin คาดการณ์ว่า HR ในปี 2030 จะมี AI Agents ที่เข้าถึงข้อมูลพนักงานอย่างครบถ้วน ทั้งทักษะ ประวัติการทำงาน ความสนใจ และผลการปฏิบัติงาน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการบริหาร พัฒนา และดูแลพนักงานได้อย่างต่อเนื่อง


สำหรับผู้นำ HR: ต้นปี 2026 ผู้นำ HR กว่า 82% มีแผนนำ Agentic AI มาใช้ภายใน 12 เดือน และ 61% ได้นำ Generative AI ไปใช้งานในระดับขั้นสูงแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 19% เมื่อสองปีก่อน


สิ่งที่ต้องทำ: ระบุส่วนงาน HR ที่มีศักยภาพสูงในการนำ Agentic AI มาใช้ เช่น การสรรหาและการบริหารผลการปฏิบัติงาน พร้อมเริ่มประเมินแพลตฟอร์มที่รองรับการทำงานของ AI Agents ในอนาคต


👉เทรนด์ที่ 3: ทักษะคือสิ่งใหม่ — และเปลี่ยนผ่านเร็วกว่าเดิม


ภายในปี 2030 ทักษะด้านเทคนิคจะลดลง ทำให้การ Upskilling ไม่ใช่โครงการระยะสั้นอีกต่อไป แต่ต้องกลายเป็นความสามารถหลักขององค์กรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง


Deloitte กล่าวว่า องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการบริหารคนผ่าน Job Title ไปสู่การบริหารผ่านทักษะ (Skills-Based Organization) โดยจับคู่ทักษะของคนหรือ AI กับงานที่เหมาะสม แนวคิดนี้ หรือ "Talent Intelligence" อาศัยข้อมูลกำลังคนและตลาดแรงงานในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และเป็นรากฐานสำคัญของ HR Analytics ในยุค AI


ขณะที่รายงาน Global Talent Trends 2026 ของ Mercer ระบุว่า HR กำลังเผชิญแรงกดดันให้ก้าวข้าม Operating Model แบบเดิม และมีบทบาทเชิงกลยุทธ์มากขึ้นในการกำหนดทักษะของพนักงานในองค์กร


สำหรับผู้นำ HR: โปรแกรมฝึกอบรมแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป การเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน เป็นแบบเฉพาะบุคคล ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน Career Development ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล Competency แบบ Real-time ไม่ใช่การพูดคุยเพียงปีละครั้ง


Gartner ยังประเมินว่า พนักงาน 1 ใน 5 จะต้องเปลี่ยนบทบาทภายในปี 2030 จากการเกิดขึ้นของงานใหม่และการออกแบบงานใหม่ ซึ่งหลายองค์กรยังไม่พร้อมรองรับ


สิ่งที่ต้องทำ: ลงทุนใน People Analytics และ HR Analytics เพื่อให้เห็นข้อมูลทักษะของพนักงานแบบ Real-time พร้อมสร้างระบบ Learning&Development, Upskilling และ Career Development ที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง


👉เทรนด์ที่ 4: Employee Experience คือความได้เปรียบในการแข่งขัน


มุมมองด้านบุคลากรในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยพนักงานกว่า 36% ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาไม่พอใจกับนายจ้างปัจจุบัน และเกือบ 20% แม้ไม่พอใจแต่ยังไม่มีแผนลาออก สะท้อนถึงวิกฤต Employee Engagement ที่กำลังก่อตัว


Mercer ระบุว่า การปรับ Employee Value Proposition (EVP) คือสิ่งสำคัญของ HR ในปี 2026 เมื่อพนักงานรุ่นใหม่มีความคาดหวังสูงขึ้นต่อบทบาทของเทคโนโลยี สะท้อนใหว้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารผลงาน และความจริงใจของผู้นำ


ขณะที่ Deloitte ระบุว่า องค์กรที่เติบโตได้ในอนาคตคือองค์กรที่ใช้ "ความได้เปรียบของมนุษย์" (Human Advantage) โดยผสานประสิทธิภาพของ AI เข้ากับความเห็นอกเห็นใจ การตัดสินใจ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์


สำหรับผู้นำ HR: Employee Experience ไม่ใช่เรื่องของสวัสดิการหรือ Soft Metric อีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยทางธุรกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพ การรักษาพนักงาน และความยืดหยุ่นขององค์กร องค์กรที่สามารถออกแบบ Employee Journey ที่มีความหมาย เป็นแบบเฉพาะบุคคล และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ตั้งแต่ Onboarding จนถึง Career Development จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างชัดเจน


สิ่งที่ต้องทำ: ทบทวนทุกกระบวนการของ Employee Experience เพื่อค้นหาช่องว่างของข้อมูล จุดที่ขาดการ Feedback และประสบการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางขององค์กร


👉เทรนด์ที่ 5: CHRO กำลังก้าวสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์ขององค์กร


จากงานงานวิจัยพบว่า บทบาทของ CHRO กำลังเปลี่ยนจากการบริหารด้านบุคลากรไปสู่บทบาทเชิง กลยุทธ์ทางธุรกิจ แม้ชื่อตำแหน่งจะเหมือนเดิม แต่ขอบเขตความรับผิดชอบได้ขยายเพิ่มขึ้น


จากรายงาน CHRO Priority 2026 ของ Gartner วาระสำคัญของ CHRO ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่


  • ใช้ AI เพื่อพลิกโฉม HR ผ่านการกำหนดกลยุทธ์ AI พัฒนา Operating Model และออกแบบกระบวนการ Talent และ Performance Management ใหม่

  • กำหนดรูปแบบการทำงานของมนุษย์และ AI โดยใช้ Workforce Planning และ Competency Framework เป็นแกนหลัก

  • พัฒนาผู้นำให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอน

  • สร้างทีม HR ให้แข็งแกร่ง ผ่านการ Upskilling และการลงทุนใน HR Analytics และ People Analytics


Josh Bersin เสริมว่า CHRO ที่ประสบความสำเร็จในปี 2030 จะต้องสามารถบริหารทั้งระบบ HR แบบดั้งเดิมและ Agentic HR ควบคู่กัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับประสิทธิภาพของคนและองค์กร


สำหรับผู้นำ HR: ความน่าเชื่อถือของ HR จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงกลยุทธ์ด้านคนเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง ผู้นำ HR จึงต้องมีความเข้าใจด้าน AI Governance กำลังคน จริยธรรมข้อมูล และการออกแบบองค์กร ควบคู่กับความเชี่ยวชาญด้าน Talent Intelligence และ HR Analytics


สิ่งที่ต้องทำ: เริ่มกำหนดภาพอนาคตของฟังก์ชัน HR ในปี 2030 ทั้งด้านทักษะ โครงสร้าง ทีมงาน และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าว


🌟สำหรับองค์กรในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


สำหรับองค์กรในประเทศไทยและภูมิภาค ASEAN แม้เทรนด์เหล่านี้จะเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก แต่ผลกระทบกลับมีความชัดเจนอย่างยิ่งต่อองค์กรในประเทศไทยและภูมิภาค ASEAN ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน ทั้งความจำเป็นในการเร่งทำ HR Digital Transformation และความคาดหวังของบุคลากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


องค์กรที่ลงทุนอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นระบบ Performance Management ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ระบบ Employee Engagement และ การทำ Feedback อย่างต่อเนื่อง People Analytics แพลตฟอร์ม Talent Intelligence หรือโปรแกรม Upskilling ตาม Competency จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน


ขณะที่ HR Tech ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่องว่างระหว่างองค์กรที่ลงมือทำกับองค์กรที่ชะลอการเปลี่ยนแปลงอาจต้องแข่งขันกัน เพื่อแย่งชิงบุคลากรกับองค์กรที่ยกระดับ Employee Experience และ Workforce Planning ให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ไปแล้ว


อนาคตของ HR ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ และองค์กรที่เริ่มลงมือก่อน จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้ตลาดต้องเดินตาม


สนใจพูดคุยสร้างประสบการณ์พนักงานที่ดีกับ entomo!

เว็บโซต์: www.iceentomo.co.th

อีเมล: mktg@iceconsulting.co.th 

โทร: 02-248-8168

 
 
bottom of page